วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แปลนิยาย ตอนสวน


บทที่ 2 สวน

ตอนเที่ยงตรงแม่มาถึงที่สระว่ายน้ำ

เย็นนี้พวกเธอไปเล่นที่บ้านเราหรือป่าว เทย์มัวร์ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ถามแม่พวกเธอดูสิ ว่าไปเล่นคอมพิวเตอร์ที่บ้านฉันได้ไหม

เดี่ยวพอกินข้าวเสร็จ  ฉันจะถามแม่ดู

เอ่อ แม่ต้องไปร้านค้าตอนบ่ายนี้ กับซาร่าแม่พูด ลูกไปที่บ้านเทย์มัวร์ได้ แต่ต้องกลับบ้านตอนสี่โมงนะเจมมี่ อย่าสายละ

ดังนั้นพวกเราจึงไปบ้านเทย์มัวร์ และเล่นคอมพิวเตอร์กัน แม่ของเทย์มัวร์เรียกเขา

อย่าลืมนะเทย์มัวร์  ลูกต้องรดน้ำให้สวนของทอมวันนี้เลยนะ เพราะเมื่อวานลูกไม่ได้ไป และต้องไปเดี่ยวนี้เลย

มากับฉันสิเจมมี่ เทย์มัวร์พูด นายดูสิ ทอมหนะเป็นเพื่อนบ้านของพวกเรา เขามาจากสก็อตแลนด์ และเขากลับไปที่นั่นทุกๆฤดูร้อน เราจะต้องคอยรดน้ำดอกไม้ในสวนให้เขาทุกวันเวลาเขาไม่อยู่

เอ่อ เราสองคนต้องทำน่ะแต่แม่ไม่เคยใช้นาดีนเลย มันต้องเป็นฉันตลอดเลย

ฉันเข้าใจนายนะ เทย์มัวร์ น้องของฉันก็ไม่เคยทำอะไรเลย แต่เป็นฉันที่ต้องทำอยู่ตลอดเหมือนกัน

เราไปสวนของทอมกันเถอะ ทอมอยู่ชั้นล่างห้องสุดท้ายของตึกนี้  ชั้นล่างมีอยู่  2 ห้องระหว่างแฟลตของเทย์มัวร์และแฟลตของทอม และด้านขวาของแฟลตเป็นห้องว่าง

            ห้องถัดจากทอมไม่มีใครอยู่ พวกเขากลับบ้านกันหมด  มีแค่เพียงคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่เท่านั้นที่อยู่ในแฟลตตอนนี้ ฉันไม่รู้จักเขา แต่ว่าเขาเป็นชาวอังกฤษ แม่ของผมบอก

มีสายน้ำอยู่ในสวนของทอม เทย์มัวร์หยิบมันขึ้นมา เฮ้อ ผมไม่ชอบรดน้ำต้นไม้ เทย์มัวร์พูด แล้วเขามองมาที่ผมแต่ผมชอบทำให้คนเปียกมากกว่า อ้า!!!มาเริ่มกันดีกว่า ผมตะโกน และวิ่งไปตักน้ำรดต้นไม้ เทย์มัวร์ ก็วิ่งตามผมมา น้ำจากสายยางเย็นมาก หัวผมเริ่มเปียกและทั้งตัวผมเปียกหมด ผมวิ่งไปที่ก๊อกน้ำหยิบสายยางและวางถังไว้ใต้ก๊อกเพื่อเติมน้ำ เมื่อน้ำเต็มผมหยิบถังขึ้นมาแล้ววิ่งไปทางหลังเทย์มัวร์ ทูม!! ตอนนี้เทย์มัวร์ก็เปียกเหมือนผมแล้ว ผมถือถังวิ่งไปที่ก๊อกน้ำอีกครั้ง พวกเราวิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ในสวนอยู่ได้สักพัก ตอนนี้เราทั้งสองคนเปียกไปหมดทั้งตัว และหยุดหัวเราะไม่ได้

หยุดเถอะ เหนื่อยแล้ว ผมพูด เราไปหาที่นั่งกันดีกว่า มีเก้าอี้เก่าๆอยู่สองตัวอยู่ใกล้กับประตูหน้าแฟลตทอมและไม่โดนแดดด้วย เทย์มัวร์และผมนั่งลงผมไปตาไปลักห้านาทีก็ได้ยินผู้ชายสองคนจากชั้นหนึ่งของแฟลตคุยกันอยู่เหนือหัวของพวกเรา

ไม่มีใครได้ยินเราหรอกจอร์จ ผู้ชายที่อยู่ห้องด้านล่างเขาไปสก็อตแลนด์ และห้องถัดไปก็ไม่มีใครอยู่ด้วย ไม่มีอะไรอะไรเลยเกิดขั้นในช่วงฤดูร้อนนี้เลย พวกเรามาที่นี้ก็เพื่อสิ่งนี้แหละ เสียงชายคนหนึ่งพูด

ผมมองไปที่เทย์มัวร์แต่ไม่พูดอะไร ผมอยากได้ยินผู้ชายคนที่สองว่าเขาจะพูดอะไร พูดเราจึงนั่งอยู๋แบบเงียบๆ และเทย์มัวร์ก็เข้าใจผม 

เธอจะมาถึงเมื่อไหร่หรมอติน ชายคนที่สองพูด

สัปดาห์นี้แหละ เดินทางจากลอนดอนมาที่มัสแคท

แล้วเธอจะอยู่ที่โอมานกี่วัน ชายคนที่สองถาม

“10 วัน แล้วพวกเขาก็จะพาเธอกลับบ้าน

อย่างนั้นหรอ ชายคนนั้นพูดไปหัวเราะไป เธอก็จะไม่ได้กลับไปลอนดอน และจะไม่มีใครได้เจอเธออีกเลยไม่ว่าก็เป็นที่นี่หรือว่าบ้านที่อังกฤษก็ตาม

เมื่อเราเสร็จจากงานนี้ ฉันจะได้เงินและฉันก็จะไปใช้ชีวิตดีๆ และไปพักผ่อนที่ที่แพงๆให้นานๆไปเลย

ส่วนฉันก็จะซื้อบ้านแพงๆสักหลังที่อยู่ติดกับทะเล จะซื้อแบบใหญ่ๆและแพงสุดๆ

แน่นอน แต่ตอนนี้เข้าไปข้างในกันดีกว่าเพราะข้างนอกนี่มันร้อนมากๆ ฉันอยากจะดื่มน้ำเย็นๆสักแก้ว ประตูชั้นบนเปิดและปิดลง ผมมองไปที่เทย์มัวร์  พวกเราลุกขึ้นและเดินออกไปจากสวนอย่างเร็ว พวกเราไม่พูดอะไรกันทั้งนั้นแต่รีบเดินกลับไปที่แฟลตของเทย์มัวร์อย่างเร็ว เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในห้อง แล้วเทย์มัวร์ก็ปิดประตู

นายได้ยินไหมว่าพวกเขากำลังจะไปฆ่าใครสักคน บางที่อาจจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงก็ได้นะ เทย์มัวร์พูด

ฉันรู้ มันน่ากลัวมากเลยนะ พวกเขากำลังจะไปฆ่าผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อเธอมาถึงมัสแคท และครอบครัวของเธอก็จะไม่ได้เจอเธออีก ผมพูด

คนที่จ้างคงจะจ่ายเงินให้มากแน่ๆสำหรับงานนี้ แสดงว่าพวกเขาก็เป็นฆาตกรละสิ

แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีละ เราจะไปหาตำรวจแล้วเล่าเรื่องนี้ให้พวกเขาฟังดีไหม เทย์มัวร์ถาม

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกตำรวจจะฟังเราหรอ แล้วพวกเขาจะเชื่อเราหรอ

ใช่ นายพูดถูก พวกผู้ใหญ่ไม่เคยฟังเด็กเลย เทย์มัวร์พูด พวกตำรวจก็คงจะบอกพวกเราว่า พวกนายหนะเป็นแค่เด็ก และเรื่องที่เล่าก็เป็นแค่เรื่องของเด็ก

แล้วคนที่พวกฆาตกรจะไปฆ่าคือใครละ พวกเราก็ยังไม่รู้เลย ไปหาข้อมูลกันดีกว่าว่าพวกนั้นจะฆ่าใคร แล้วทำไมพวกนั้นถึงจะฆ่าเธอ แล้วพวกเราค่อยไปแจ้งความกัน ผมพูด

ไปบอกนาดีกันเถอะ เผื่อว่าเธอจะช่วยพวกเราได้ ส่วนรัชพ่อแลแม่ของเธอรู้จักคนสำคัญๆเยอะมาก บางทีพวกเขาอาจจะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร เทย์มัวร์พูด

ตกลง ผมพูด แล้วมองไปที่นาฬิกาข้อมือ แต่ตอนนี้ฉันต้องกลับบ้านแล้วละ ค่อยเจอกันพรุ่งนี้เช้านะ เรามีเวลาไม่มากแล้วที่จะช่วยเธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แปลนิยายตอน ประเทศใหม่


บทที่ 1 ประเทศใหม่

ผมไม่ได้อยากมาที่โอมาน ผมเคยมีความสุขกับการอยู่บ้านในอังกฤษกับเพื่อนๆ ผมไม่มีเพื่อนที่โอมานเลย แต่แม่ของผมคงไม่ได้ยินหรอก มันกำลังเข้าสู่ความน่าเบื่อที่สุดในโอมานแล้วผมพูด ไม่มีเพื่อนไม่มีอะไรทำ น้องสาวของผมก็รู้สึกโกรธเช่นกัน เธอไม่อยากห่างกับเพื่อน แต่มันก็โชคไม่ดีนัก เพราะพ่อของเราทำงานอยู่ในมัสแคท ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโอมาน นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องมาที่นี่กัน

พวกเรามาถึงมัสแคท ตอนสี่ทุ่ม และมันร้อนมาก ผู้ชายส่วนใหญ่สวมชุดสีขาว เป็นชุดยาวสีขาว มันเรียกว่า ทูบ แม่ของผมพูด และสวมหมวกใบเล็กสีขาว ทุกๆสิ่งต่างกันมากกับอังกฤษ  แม่ของผมพูด

ชายคนหนึ่งช่วยแบกกระเป๋าพวกเรา มีรถหนึ่งคันสำหรับพวกเราพร้อมกับคนขับ พวกเรานั่งและเขาขับ รถคันสีดำและผมเหนื่อย  ผมปิดตาลง  ผมไม่อยากเห็นโอมาน  ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย หลังจากนั้นประมาน 30 หรือ 40 นาที รถก็จอดแบบกะทันหัน  พวกเราอยู่ที่หน้าบ้านใหม่ของพวกเรา มันเป็นบ้านหลังใหญ่สีขาว มีสวนที่หน้าบ้านและหลังบ้าน พวกเราขนกระเป๋าเข้าไปในบ้าน พ่อเอาน้ำสองแก้วมาให้ซาร่ากับผมดื่ม  ส่วนแม่ขึ้นไปที่ชั้นบนเพื่อจัดที่นอนของพวกเราให้เรียบร้อย  เมื่อผมขึ้นไปชั้นบน เครื่องปรับอากาศได้เปิดไว้ในห้องของผมทำให้รู้สึกเลอเลิศมีความสุขกับความเย็นอีกครั้ง ผมเปลี่ยนเสื้อผ้า ขึ้นไปบนที่นอนและหลับลง

ผมลืมตาขึ้นในเช้าอีกวันหนึ่ง ทำไมทุกอย่างถึงเป็นสีขาวล่ะ ทำไมไม่มีอะไรในห้องเลย ผมจำได้ว่าผมปิดตาลง แต่ก็นอนไม่หลับ ผมตื่นขึ้น แล้วเดินลงไปชั้นล่าง ผมเห็นพ่อและน้องอยู่บนโต๊ะอาหารเช้า

ผมกินข้าวเช้ากับพวกเขา ขนมปังที่นี่แตกต่างจากอังกฤษ ทุกสิ่งทุกอย่างก็แตกต่าง ผมคิด

ลูกมีหลายที่จะทำในวันนี้นะ แม่พูด ลูกน่าอาจจะช่วยแม่ หรือลูกอาจจะไปที่สระว่ายน้ำได้นะ ลูกแค่ข้ามถนนไป แต่ถ้าไปตอนนี้เลยก็ดีนะ  ก่อนที่อากาศจะร้อนไปมากกว่านี้

ซาร่าและผมวิ่งขึ้นไปที่ชั้นบนและหาของที่พวกเราจะเอาไป  เราไม่อยากอยู่ที่บ้านใหม่ของพวกเรา หลังจากนั้นห้านาที แม่ ซาร่า และผมก็ข้ามถนนไป  มีตึกประมาณสี่สิบตึก ไม่มีบ้าน  มีแค่แฟลตสีขาวที่ไม่สูงมาก มีเพียงแฟลตหลังหนึ่งอยู่ชั้นล่าง และอีกแฟลตหนึ่งบนชั้นแรก เป็นแบบนี้ทุกตึก และทุกๆตึกมีสวนเล็กอยู่ด้านหน้าและสวนใหญ่อยู่ด้านหลังด้วย

ลูกมาที่นี่ได้ตลอดนะแม่พูด สระว่ายน้ำนี้มีไว้สำหรับคนที่อยู่ในแฟลตนี้และคนที่บ้านของเราด้วย รอบนี้เป็นทะเลหมด แต่มาว่ายน้ำที่นี้ดีกว่าเยอะ เพราะอากาศมันร้อน

ที่นั่นมีเด็กๆอยู่ในสระว่ายน้ำ สิ่งแรกที่ผมเห็นผู้ชายและผู้หญิง ประมาณสิบสองหรือสิบสามคน พวกเขาผมดำและนัยตาดำ และผมเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเล่นอยู่กับพวกเขา เธอเด็กที่สุด ที่สุดในนั้น เธอผมแดงและหน้าชมพู

แม่มองไปที่เด็กๆเหล่านั้น แล้วมองมาที่เราสองคน ลูกเห็นไหมเจมมี่ ลูกเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนๆในมัสแคทบ้างนะ แม่พูดเสียงดัง พวกเขาเป็นเด็กดี ลูกไปเล่นกับพวกเขาสิ

ผมมองไปที่เท้าของผม หน้าผมเป็นสีชมพู เพราะเด็กในสระว่ายน้ำมองมาที่พวกเรา ผู้หญิงที่โตที่สุดยิ้ม บางทีเธออาจจะรู้สึกสงสารพวกเราก็ได้ แม่ส่งน้ำเย็นสองขวดให้ผมกับซาร่าแล้วก็ไป  นี่แค่สิบโมงเองแต่มันร้อนมาก

เราสองคนรีบลงไปในสระว่ายน้ำ แต่น้ำในสระนั้นเย็นมากจนน่าประหลาดใจ ผมดำผุดดำโผล่ อยู่หลายครั้ง ผมอยากจะรู้จักกับเพื่อนใหม่ แต่มันไม่ง่ายเลย ผมไม่ชอบพูดกับใครก่อน แต่เด็กผู้หญิงคนที่ใบหน้าสีชมพูว่ายมาที่ซาร่าและผม

สวัสดีฉันชื่อ รัชนะ  ฉันมาจากออสเตรเลียนะ ฉันย้ายมาที่นี่หกเดือนแล้ว แม่และพ่อของฉันทำงานที่หนึ่งในโรงแรมใหญ่ๆของที่นี่แหละ สองคนโน่นเป็นเพื่อนของฉัน พวกเขามาจากเลบานอน เรียกเขาว่าเทย์มัวร์ และเรียกเธอว่านาดีน เรามาว่ายน้ำที่นี่ทุกวันในฤดูร้อน พวกเขามาอยู่ที่นี่สองปีแล้ว พวกเขาพูดภาษาอาราบิก อังกฤษ และฝรั่งเศส ฉันกำลังเรียนรู้ภาษาอาราบิกอยู่ แต่ก็พูดได้ไม่มากนัก พวกเขาเป็นครูสอนภาษาอาราบิกที่ดีเลยล่ะ แม่ฉันบอกเสมอว่าฉันพูดมาก แล้วพวกเธอละชื่ออะไร เธอถามและเธอก็หยุดพูด แล้วเราจึงตอบเธอ

เทย์มัวร์และนาดีนว่ายเข้ามาใกล้ๆ เขาสองคนเป็นฝาแฝด อายุสิบสามปี

พวกเธอชอบโอมานรึป่าวผมถาม

ชอบสิ มันดีนะ ฉันชอบฤดูหนาว ตอนนี้หน่ะอากาศมันร้อนมาก แต่ในฤดูหนาวอากาศดีเลยล่ะ บางทีพวกเราจะอยู่ที่ทะเลตลอดสัปดาห์เลยล่ะ  ที่นั่นมีอะไรให้ทำเยอะมากในฤดูหนาว เทย์มัวร์พูด

เธอจะได้เห็นเต่าและได้ว่ายน้ำกับปลาโลมาด้วยรัชพูด

อากาศของที่นี่จะดีที่สุดในอีกเดือนสองเดือนนี่แหละ อากาศมันเย็นมากเลยนะ เทย์มัวร์พูด

แล้วในช่วงฤดูร้อนพวกเธอทำอะไรกันหรอ ผมถาม

ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เราก็แค่มาว่ายน้ำทุกวัน คนส่วนใหญ่จะออกจากโอมาในช่วงฤดูร้อน เพราะว่าที่นี่มันร้อนมาก เดือนก่อนหน้านี้พวกเราอยู่ที่เลบานอน แล้วจะเรากลับมาแค่ช่วงอาทิตย์หลัง ในช่วงฤดูร้อนที่นี่จะเงียบมาก คนที่นี่ไม่ค่อยทำอะไรในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้หรอก เทย์มัวร์พูด  แต่เขาเข้าใจผิด เข้าใจผิดมากๆ  

ดูหนังยังไงให้พูดภาษาอังกฤษได้

ดูหนังยังไงให้พูดภาษาอังกฤษได้




การดูหนังฝรั่งบ่อยๆทำให้เก่งภาษาอังกฤษจริงหรือ คนส่วนใหญ่ดูหนังแบบผิดวิธี ดูมาทั้งชีวิตไม่เก่งขึ้นเลย เป็นเพราะสิ่งที่คนไทยดูส่วนใหญ่ คือดูหนังฝรั่งจริงแต่ดูซับไทยไปด้วย ทำให้ตั้งใจอ่านซับมากกว่าตั้งใจฟัง สุดท้ายการดูหนังแบบนี้ถ้าเพื่อความบันเทิงไม่มีปัญหา


ไร แต่ถ้าอยากฝึกภาษาอังกฤษด้วย วิธีนี้ถือว่าด้อยมาก เพราะสุดท้ายเอาเข้าจริงกลายเป็นว่าเราได้ฟังเขาพูดแบตั้งใจจริงๆน้อนมาก จนบางครั้งอาจจะไม่ได้ฟังเลยแค่ได้ยินผ่านหูไป เพราะใจไปโฟกัสกับการอ่านซับทำให่ไม่ได้สนใจสิ่งอื่น


                จะฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้นต่อไปต้องดูแบบซับอังกฤษใช่หรือไม่ คำตอบคือดีขึ้นมาหน่อยแต่ก็ง่อยเหมือนกัน เพราะหัวใจของการฝึกภาษาอังกฤษด้วยการดูหนังคือฝึกฟัง ฝึกโดยดูประกอบกับเรื่องราวตามเนื้อเรื่อง ถ้าฝึกฟังและดูมากพอจะสามารถเข้าใจหความหมายword , phrases หรือ sentences เป็นแบบภาพอัตโนมัติ โดยไม่ต้องแปลความหมายเป็นภาษาไทยด้วยซ้ำ ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้คำศัพท์ตามระบบของ Mind English อย่างพอดี แต่การดูหนังแบบ Sub Eng ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะสุดท้ายภาพที่เกิดขึ้นจริงคือ เรามัวแต่การจดจ้องกับซับ พยายามอ่านและแปลให้ทันเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องสุดท้ายที่จะได้ฝึกฟัง กลายเป็นฝึกอ่านไป แต่ก็ยังดีที่ได้ฝึกภาษาอังกฤษเพิ่ม  ทำให้อ่านเก่งและไวขึ้น แต่ในแง่การฟัง-พูดก็ยังไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายดูหนังจนตาเป็นต้อ ยังไงสุดท้ายก็ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อยู่ดี


                การดูหนังเพื่อให้พูดภาษาอังกฤษได้มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ


-                   แบบแรก คือ แบบเบาๆคือดูหนังปกติดูเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก แต่ขอฝึกภาษาอังกฤษเป็น


น้ำจิ้มด้วย ถ้าดูหนังแบบนี้เวลาดูฝรั่ง Soundtrack ซับไทย ( แต่อย่าดูภาคไทย ) ให้ลดความตั้งใจอ่านซับให้ลดลง เปิดหูเพื่อการได้ยินมากขึ้น ตาของเราแทนที่จะโฟกัสไปที่บรรทัดล่างที่ซับขึ้น ให้โฟกัสไปที่ปากของตัวละครและพยายามฟังให้มากขึ้น อันไหนไม่ไหวจริงๆ ไม่รู้เรื่องจริงค่อยเหลือบตาไปมองซับ สำหรับการฝึกแบบนี้จริงๆคือ ชิล อย่าไปเรียกว่าฝึก เพราะจริงๆแค่ปรับเปลี่ยนวิธีดูหนังซึ่งจะทำให้เราฟัง-พูดกับฝรั่งเก่งขึ้น 10-20%


-                   แบบที่สอง คือ สุดยอดเทคนิดการดูหนัง ที่เป็นการดูหนังเพื่อการฝึกภาษาอังกฤษอย่างแท้จริง ถ้าทำ


ตามนี้ได้ คุณจะคุยกับฝรั่งได้ดีขึ้น 2 เท่าหรือ 200% เป็นอย่างต่ำ แน่นอนอันดับแรกเลือกหนังมาหนึ่งเรื่องหรือซีรี่ย์มาหนึ่ง ( เอาเรื่องที่ชอบมากๆรวมถึงเอาหนังสือของอเมริกันเท่านั้น จะได้ฝึกสำเนียงอเมริกาซึ้งเป็นสำเนียงมาตราฐานไปเลย ) และควรลงทุนซื้อเป็น DVD เลยไม่ควรดูผ่านเน็ต เพราะ DVD สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นซับไทย Eng หรือ No Sub ไปเลยก็ได้


                สุดยอดเทคเทคนิคการดูหนังมีทั้งหมด 3 ขึ้นด้วยกัน คือ ขั้นที่ 1 ดูแบบปกติดู 1 รอบ เป็นsound track มีซับภาษาไทย ดูเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่อง แต่ระหว่างดูนอกจากเปิดตา เพื่ออ่านซับแล้ว แนะนำให้เปิดหูให้มากขึ้น ลองพยายามฟังแล้วจับใจความว่าตัวละครพูดว่าอะไร แต่อย่าไปซีเรียสมาก ฟังไม่รู้เรื่องก็ช่างมัน เน้นเข้าใจเนื้อเรื่อง แต่ลองเป็นเรื่องที่ชอบจริงๆ อาจข้ามขั้นตอนนี้ไปก็ได้ ถ้าเรารู้เนื้อหาทั้งหมดแล้ว


                ขั้นที่ 2 หลังจากเราเข้าใจเรื่องราวแล้ว ดูขั้นที่ 2 จะเป็นการดูหนังโดยดูแบบ Sub Eng ครั้งนี้เราจะเน้นการฟัง ฟังแล้วฟัง ดวงตาจับจองที่ปากตัวละคร แล้วเปิดหูให้กว่าที่สุดใน3 โลก อย่าจดจ้องที่ซับ เพราะเราจะฝึกฟัง ไม่ได้ฝึกอ่าน พยายามฟังให้รู้ว่าตัวละครพูดอะไร ถ้าฟังไม่ออกจริงๆ ค่อยเหลือบดูซับ Eng ด้านล่าง แต่ถ้าดูไม่ทันก็ช่างมัน อย่าไปซีเรียส ชิลๆ เพลิดเพลินไปกับมัน พอดูจบก็ดูซ้ำแบบ Sub Eng เหมือนเดิมเลย ตาจับจ้องที่ปาก หูผึ่งตั้งใจฟัง ตรงไหนที่รอบก่อนฟังไม่ทัน ไม่รู้พูดว่าอะไร ก็ผึ่งหูมากขึ้นหน่อย ถ้าไม่ไหวจริงๆก็เหลือบมาดูซับได้ บางทีอาจจะต้องดูซ้ำ 5-10 รอบขึ้นไป


                สิ่งห้ามก็คือ  ห้ามเปิด Dictionary ห้ามแปล ศัพท์ไหนที่ไม่รู้ ไม่ต้องแปล ปล่อยมันไป ถ้าคุณฟังบ่อยมากพอจนฟังออกทั้งหมด ศัพท์ยากที่ไม่รู้คำแปล แต่คุณจะรู้ความหมายของมันเพราะคุณเข้าใจเนื้อเรื่องจริงๆแล้ว คุณพอจะเดาได้แบบอัตโนมัติว่าคำนี้ ว่าจะหมายถึงอะไร ประมาณไหน แต่ถ้าคุณอยากเรียนรู้คำศัพท์ เพิ่มศัพท์เข้าคลังสมองจริงๆคุณต้องใช้วิธีการเรียนรู้คำศัทพ์แบบเป็นระบบ


                ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนที่2 ต้องฟัง ฟัง แล้วก็ต้องฟังดูหนังเรื่องเดิมๆ ก็รอบก็ตามจนคุณฟังมันรู้เรื่องจนฟังรู้เรื่องทั้งหมด และมีกฎสองข้อให้ยึดมั่น ข้อแรกรายละเอียดตามที่กล่าวมาข้อสอง คำเดียวสั้นๆ คือ ชิล ฟังไม่ออกอย่าไปหัวเสีย ฟังไม่ออก รอบหน้าตั้งใจฟังใหม่ดูเอาสนุก เอามันส์กับหนังที่ตัวเองรัก


                ขั้นที่3 ที่เราดูหนังแบบไร้ซับ รอบแรกๆ ( 1- 2รอบ ) เราจะฟังแบบเป็นธรรมชาติและดูหนังเหมือนเราดูหนังไทยแบบปกติ เราจะรู้สึกสนุกกับมัน ถ้าเราฟังออกฟังไม่ทันหมด ว่าใครพูดอะไรยังไงบ้าง ดูชิลๆแบบพักผ่อน เน้นเชื่อมโยงความหมายกับคำศัพท์ หรือบางคำศัพท์หรือบาง idiom ที่เราไม่รู้ก็ซึมซับมันและพยายามคาดเดาความหมายตามบริบทของหนังโดยไม่ต้องเปิด dictionary


                ในรอบหลังๆจินตนาการว่าตัวเองเป็นพระเอกหรือนางเอกของเรื่อง พอตัวเอกพูดจบท่อนนึงเรากด pause และฝึกพูดตามให้พยายามเลียนเสียงให้แป๊ะมากที่สุด ทำแบบนี้ทั้งเรื่อง พอเริ่มคล่อง รอบหลังให้ใส่ฟีลลิ่งไปด้วย ใส่ความหมายให้มันลงไปด้วย ให้นึกว่าตัวเองเป็นตัวเอกจริงๆ การดูหนังในขั้นตอนที่3 นี้จะ สิ้นสุดลง เมื่อเราเลียนเสียงได้คล่องได้เหมือนตัวละคร ที่เราเลียนแบบอย่างครบถ้วน


                ทำได้ตามนี้ แค่หนังเพียงเรื่องเดียว อาจจะใช้เวลาเยอะหน่อย กว่าจะดูจบทุกขั้นตอน สมมุติ 3 เดือน รับประกันได้เลยว่าผ่านไป3 เดือนนี้ไปแล้ว คุณจะรู้สึกว่าตัวเองฟัง-พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่า 10 ปี ที่เรียนภาษาอังกฤษมาแน่นอน ฟังดูเหมือนนาน แต่มันเฉพาะเรื่องแรกๆ เรื่องต่อไปจะใช้เวลาลดลงอาจจะ3เดือน เหลือ 1-2เดือน แล้วค่อยมาลงเรื่องต่อๆไป ผลลัพธ์สุดท้ายคุณจะดูหนังฝรั่งแบบไม่ต้องมีซับแล้ว ฟังออกและรู้เรื่องทั้งหมดวันนั้นแหล่ะคือวันที่คุณจะคุยกับฝรั่งได้โครตคล่อง อีกอย่างพยายามทำตามขั้นตอนของเราอย่าข้ามขั้น


                ใครอยากใช้วิธีนี้ อย่าลืมกฎเหล็ก เล็กๆน้อยๆนี้


ข้อ1 ห้ามแปล คือ ห้ามเปิด dictionary ห้ามแปลเป็นภาษาไทย เจอความหมายไหนไม่รู้พยายมเดาความหมายเรา


ข้อ2 “ชิล อย่าไปซีเรียส ฟังไม่ทันก็รอฟังรอบใหม่ พูดแรกๆยังเลียนเสียงไม่เหมือน ก็ไม่เป็นไร รอบหน้าเอาใหม่


ข้อ3 ต่อเนื่อง ไม่ใช่วันนี้ฝึกหายไป 2 สัปดาห์มาฝึกต่อ ไม่ได้ ถ้าจะเอาจริงต้องทำทุกวัน เว้นได้วันหรือสองวันถือว่าเยอะแล้ว


                จริงๆแล้วไม่อยากให้เรียกว่าการฝึก แต่อยากให้เป็นการเปลี่ยนวิธีการดูหนังมากกว่า เพราะหนังที่เลือกมาคือหนังที่รักพร้อมจะดูเป็นสิบรอบอยู่แล้ว เปลี่ยนความสนุกเป็นความรุกคืบเปลี่ยนการดูหนังชิลๆมาให้ชีวิตวิ่งปิ๋วมากขึ้น

เคล็ดลับฝึกทักษะการฟังภาอังกฤษ

เคล็ดลับฝึกทักษะการฟังภาอังกฤษ

                ภาษาบนโลกนี้เมื่อแปลงจากเบียนมาเป็นคำพูดจะมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ  การรวมคำให้กระชับ ประโยคแสลงและอีกสารพัดปัจจัยที่ทำให้การฟังยุ่งยาก แต่เรื่องแบบนี้สามารถฝึกได้ โดยวิธีฝึกฝนต่อไปนี้
                ฝึกฟังจากเรื่องง่ายไปเรื่องยาก ช่วงแรกของการฝึกถ้าไปฟังข่าวยาวๆ ที่มีศัพท์แปลกๆไม่คุ้นหูอยู่เพียบ แล้วเกิดฟังไม่เข้าใจขึ้นมา อาจทำให้เกิดอารมณ์สิ้นหวัง ดังนั้นจึงควรเริ่มจากฟังอะไรสั้นๆง่ายๆ ที่เขาพูดช้าๆ ให้เข้าใจเสียก่อน เน้นฟังสำเนียงที่ถูกต้อง ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไป
                ขั้นตอนในการฝึกฝน
1.ฟังรอบแรกงวดเดียวจบ โดยไม่ดูบทความที่มากับคลิปเสียง สูดใจลึกลึก หามุมที่นั่งสบายๆผ่อนคลาย ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง
2.ฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม
3.ฟังและหยุดคลิปทุกๆ 5 วินาที ขณะที่หยุดนั้นให้เขียนคำหรือวลีอะไรก็ได้ที่คุณได้ยินออกมาให้ได้มากที่สุด เมื่อฟังจบทั้งคลิปแล้ว ลองอ่านโน้ตย่อๆเขาเราดูว่า เราพอจะจับคอนเซปได้หรือไม่ว่าในคลิปกำลังพูดถึงอะไร การฝึกเบื้องต้นไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำพูด แค่พอเข้าใจคร่าวๆก็ถือว่าเข้าใจแล้ว
4. ทำซ้ำแบบเดิมกับข้อ3. แต่พยายามเติมคำศัพท์ลงไปให้มากขึ้นและแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆจากการเขียนครั้งนี้
5.เขียนเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นประโยค ลองใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ปะติดปะต่อคำและวลีต่างๆเข้าด้วยกัน
6.เก็บโน้ตย่อชิ้นแรกออกไป เริ่มฟังคลิปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้หยุดคลิปทุกๆ 10 นาที แล้วเขียนสิ่งที่ได้ยินออกมาเหมือนเดิม จากนั้นก็ลองมาเปรียบเทียบกับโน้ตชิ้นเก่าดู
7.ฟังคลิปเสียงอีกครั้ง โดยอ่านโน้ตย่อของตัวเองตามไปด้วย
8.เปรียบเทียบโน้ตย่อกับเหตุการณ์จริงที่ถูกต้อง ถ้าพบว่ามีคำผิดเยอะต้องคิดวิเคราะห์ดูว่าปัญหาในการฟังของคุณเกิดจากอะไร บางคนอาจฟังไม่รู้เรื่องเพราะออกเสียงไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักคำศัพท์หรือมีปัญหากับเสียงหนักเสียงเบา การเชื่อมคำ การรวบประโยค ก็จะต้องแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป
9.ฟังคลิปอีกครั้งไปพร้อมๆกันกับการอ่านบทความที่ถูกต้อง เพื่อเช็คว่าส่วนไหนบ้างที่พลาดไป จากนั้นลองกลับมาฟังรอบสุดท้ายแบบไม่อ่านโน้ตและบทความเลย เมื่อถึงขั้นตอนนี้ก็จะเข้าใจเรื่องราวในการเขียนมากยิ่งขึ้น
                การเลือกคลิปเสียง ถ้าเป็นเรื่องที่เราสนใจจะยิ่งกระตุ้นให้เราอย่างฝึกฝนมากยิ่งขึ้น ทักษะการฟังไม่สามารถพัฒนาได้ชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ฟังครั้งหนึ่งไม่ถึงนาทีแต่ฝึกทำบ่อยๆจะได้ผลดีกว่าฟังครั้งหนึ่งแต่เป็นชั่วโมงแต่ให้ฝึกแค่สัปดาห์ละครั้ง
                สรุปการฝึกทักษะการฟังจะต้องทำเป็นประจำต่อเนื่องและฝึกฝนบ่อยๆแต่ค่อยๆเป็นค่อยไปทีละนิดและตัวผู้ฝึกเองจะต้องรู้คำศัพท์อยู่มากมายเป็นพื้นฐานที่จะทำให้การต่อยอดของทักษะการฟังนั้นง่ายและพัฒนาได้เร็วขึ้น

เทคนิคเก่งแกรมม่า

ดถึงภาษาอังกฤษหลายคนมักมองว่า เรียนภาษาอังกฤษให้ได้ต้องฟัง  พูด  อ่าน  เขียนได้ หรือสื่อสารกับชาวต่างชาติได้แค่นั้นพอ แกรมม่าหรืออะไรที่ถูกยัดใส่หัวเพื่อท่องสอบ ไม่ต้องซีเรียส  ไม่จำเป็น สิ่งที่พูดมาก็ไม่ผิด  แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะใช้ภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิ์ภาพจริงๆทุกด้านจะต้องไปด้วยกัน บางคนสำเนียงดีมาก  แต่พูดไวยากรณ์ผิดหมด   บางคนไวยากรณ์แม่นมาก  แต่พูดและฟังไม่ได้เลย  ในขณะที่บางคนใช้ภาษาได้เปะทุกด้าน  เทคนิคการเรียนภาษาอังกฤษ 3 พาร์ท  นั้นก็คือ พาร์ท   แกรมม่า  คำศัพท์  และสนทนามีดังนี้
5. เทคนิคเก่งแกรมม่า
-     พื้นฐานง่ายๆต้องแม่น
ภาษาอังกฤษก็เหมือนกับภาษาไทย  ที่จำเป็นต้องเรียนรู้พื้นฐานมาก่อนเป็นจำนวนมากๆเพราะต้องใช่ต่อยอดแกรมม่าเรื่องอื่นจะเรื่อง Tense  แต่ละ  Tense  ก็ใช่  Verb คนล่ะช่อง  ก็ต้องเลือกใช้ให้ถูก  เป็นต้น
-                   กฎเหล็กข้อยกเว้นต้องจำได้
แกรมม่าเป็นเรื่องของหลักภาษาที่ค่อนข้างซับซ้อน  กำหนดมาเป็นอย่างดี  แต่สุดท้ายก็มีข้อยกเว้นแปะท้ายมาด้วย  ยกตัวอย่าง  การเปลี่ยนคำนามเอกพจน์เป็นพหูพจน์เรียนกันมาว่าให้เติม  s , es ถ้าลงท้ายด้วย o ให้เติม es ได้เลย  แต่มีข้อยกเว้นอย่างเช่น  photo สามารถphoto ได้เลย ไม่ใช้  photos  เป็นต้น
-                   มีตัวอย่างเสริม
แกรมม่าภาษาอังกฤษมีเยอะพอๆ  กับหลักภาษาไทย  จะให้ท่องจำแต่หลักหรือโครงสร้างก็น่าเบื่อเกินไป  ควรมีวิธีการท่องดังนี้  หาตัวอย่างประโยคของหลักนั้นๆ  เป็นโมเดลประโยค  ทำให้ท่องจำได้ง่ายขึ้น

time
Past
Present
Future
aspect
Simple
Continuous
Perfect
Perfect
Continuous


She  worked
She  was  working
She had  worked
She had  been
working

She  works
She  is  working
She had  worked
She had  been
working

She  will  work
She  will  be  working
She  will  have  worked
She will  have  been
working




-                   อ่านเองไม่รู้เรื่อง  ต้องเข้าใจตั้งแต่ในห้องเรียน
อาจารย์แต่ละคนจะมีเทคนิคการจำที่แตกต่างกัน  ฟังให้เข้าใจในแต่ละคาบและจดเทคนิคการจำไว้  ด้วย  กลับมาอ่านเองทีหลังจะง่ายขึ้น
-                   อัพเกรดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ
หัดอ่านหนังสือเรื่องสั้น  นิยาย  หนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาอังกฤษ  สื่อพวกนั้นจะทำให้ได้คำศัพท์ แปลกๆ ใหม่ๆ  ยังได้เรียนรู้อีกมากมาย
5 เทคนิคเก่ง Vocabulary
-                   มองทุกอย่างเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษ
ทางลัดอย่างหนึ่งของการรู้คำศัพท์เยอะ  คือ การทบทวนบ่อยๆ  แต่บางคนไม่มีเวลานั่งท่องศัพท์ตลอดเวลา  ไม่มีแรงกระตุ้น ก็น่าจะลองให้วิธีนี้
-                   หาคำควบคู่หรือตรงข้ามไว้ด้วย
เป็นการเรียนรู้คำศัพท์แบบก้าวกระโดด  เวลาท่องจำทีหนึ่งจะได้ไปพร้อมๆกันทีเดียว  เราก็ได้คำศัพท์มากขึ้นในเวลาที่น้อยลง
-                   Crossword  puzzle
ลักษณะเกมส์ คือ เป็นตารางคำศัพท์แล้วเราก็มาอ่านอธิบายศัพท์ด้านล่าง  จากคำอธิบายต้องนึกให้ออกว่าเป็นคำว่าอะไร  ฝึกเกมส์นี้บ่อยๆได้ฝึกทั้งคำศัพท์และแปลความหมาย
-                   เตรียมสมุดจดศัพท์ไม่คุ้นเคย
จดคำศัพท์ที่เราไม่รู้ความหมาย  เพื่อที่ว่ากลับมาบ้านก็หาความรู้เพิ่ม  จดทุกวันๆสมุดเล่มนี้จะเป็นเหมือนคัมภีร์  คำศัพท์ที่คัดสรรมาแล้วเราเจออะไรในชีวิตประจำวัน
-                   ฝึกสร้างประโยคจากศัพท์
หาตัวอย่างประโยคแกรมม่าจากหนังสือเรียนและฝึกแต่งประโยคขั้นมาเอง
5.เทคนิคเก่ง Conversattion & Speaking
-                  อย่ากลัวพูดผิด
คู่สนทนาเราอาจจะอยากช่วยเหลือเราก็ได้  ก็เหมือนฝรั่งพูดไทยผิดๆ ถูกๆ ฟังดูน่ารักกรุ่มกริ่ม  อยากให้ความช่วยเหลือ
-                   หาตัวช่วยฝึกออกเสียง
ตัวช่วยเหลือการออกเสียงของเราคือ  ทอล์คกิ้งดิกชันนารี  หรือทางลัดที่สุดคือหาเพื่อนชาวต่างชาติมาคุยด้วยซะเลย
-                   อย่านึกเป็นภาษาไทย
เพราะการที่เรายึดกับไวยากรณ์ภาษาไทย  จะทำช้าและสำนวนที่ออกมาจะดูฝืนๆอีกด้วย
-                   ก่อนพูดต้องฝึกฟังด้วย
แม้เราจะฝึกพูดแต่ก็อย่าลืมให้การสำคัญกับการฟัง  ไม่ว่าจะเป็นจากคนที่เราคุยด้วยหรือการดูตามสื่อต่างๆ  การฟังจะช่วยให้เราคุยกันถูกเรื่อง  ไม่ใช่สักว่าแต่พูด  พูดกันคนละเรื่อง  ก็จะพูด  จะทำให้คู่สนทนาเบื่อเราได้
-                   ดูหนังฝรั่งที่บ้านฝึกพูดตาม
วิธีนี้เบสิคและน่าทำตามที่สุด  แถมยังฝึกคนเดียวได้เดียว  เพราะเมื่อต้องการฝึกภาษาจริงๆเราสามารถกด  pause เพื่อฝึกพูดตามได้นั้นเอง