วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

If – Clause

If – Clause
                If clause หรือ Condition Clause หมายถึง ประโยคที่แสดงหรือกำหนดเงื่อนไขขึ้นในเวลาที่ต่างกัน แต่เวลาที่พูดนั้นเกิดขึ้นในปัจจุบันรูปกริยาที่ต่างกันใน If – Clause เป็นเพียงตัวบ่งชี้ให้ทราบว่าเป็นเงื่อนไขแบบใดเท่านั้น
การใช้ เป็นประโยคเงื่อนไขที่ใช้แสดงว่า ถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นผลของเงื่อนไขนั้นก็จะตามมาโดยไม่ต้องสงสัย
ประโยคเงื่อนไขชนิดที่ 1 นี้ สามารถแบ่งได้อีกเป็น 3 รูปแบบ คือ
                1.1 เงื่อนไขที่เป็นจริงเสมอ
                1.2 เงื่อนไขที่ใช้ในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง
                1.3 เงื่อนไขที่ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ที่เป็นเงื่อนไขเกิดขึ้น ผลของเงื่อนไขนั้นก็จะเกิดตามมา
1.1 เงื่อนไขที่เป็นจริงเสมอ
If + subject + present simple , subject + present simple
หรือเราจะวาง if ไว้ตรงกลางประโยคก็ได้
                Subject + present simple + if + subject + present simple
* If clause ขึ้นต้น เครื่องหมาย comma ( , ) จะต้องอยู่หลัง if clause ทันที
* present simple = verb1( s , es )
เช่น - If we heat water , it boils.  = ถ้าเราให้ความร้อนแก่น้ำ , น้ำก็จะเดือด 
- Water changes into stream if it boils. = น้ำกลายเป็นไอถ้าน้ำเดือด นี่ก็จริงอีกค่ะ
- Water boils if it reaches 100° C.  = น้ำเดือดถ้ามีอุณหภูมิ 100 องศา
- The sun rises if it is a day. = พระอาทิตย์ขึ้นถ้าเป็นเวลากลางวัน
- If we study hard, we pass the exam. = ถ้าเรายันเรียนเราก็สอบผ่าน
1.2 เงื่อนไขที่ใช้ในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง
If + subject +present simple , imperative / request (infinitive / don’t + infinitive) เช่น
- If you wake up before me , give me a call. =ถ้าคุณตื่นนอนก่อนฉัน , โทรศัพท์ไปหาฉันด้วย
- Don’t disturb me if I am in my room. = อย่ารบกวนฉันถ้าฉันอยู่ในห้อง
- Don’t play game late if you have class tomorrow. = อย่าเล่นเกมดึกถ้าคุณเรียนในวันพรุ่งนี้
- Send me your email if you want me to contact you. = ส่ง e-mail คุณให้ฉันถ้าต้องการให้ฉันติดต่อคุณ
- Give Jade some money if you meet him= ให้เงินกับเจดบ้างถ้าคุณพบเขา
ข้อสังเกต ; imperative / request หรือ ประโยคคำสั่ง คำขอร้อง จะขึ้นต้นด้วยinfinitive without to ถ้าเป็นบอกเล่า หรือใช้ don’t + infinitive / Do not + infinitive
ถ้าเป็นปฏิเสธ
1.3 ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ที่เป็นเงื่อนไขเกิดขึ้นผลของเงื่อนไขนั้นก็จะเกิดตามมา
รูปประโยคบอกเล่า
If + subject+ present simple , subject + future simple
(If + subject+verb1 (s,es) , subject + (will , shall , may , can) + infinitive)  เช่น
- If Pang studies hard , she will pass the test easity.  = ถ้าแป้งขยัน , เธอก็จะสอบผ่านได้อย่างง่ายดาย
- We will stay at home if there is a good movie on TV. = เราจะอยู่บ้านถ้ามีหนังดี ๆ ทางโทรทัศน์
- Jane will change wallpaper in her bedroom if she has free time. = เจนจะเปลี่ยนวอลเปเปอร์ในห้องนอนถ้าเธอมีเวลา
รูปประโยคปฏิเสธ
If + subject +(do,does) not + infinitive, subject + will not+ infinitive  เช่น
- I won’t go anywhere if there is a heavy storm. = ฉันจะไม่ไปไหนถ้ามีพายุมา
- If it does not rain , Saya will paint her room. = ถ้าฝนไม่ตก , ซาย่าจะทาสีห้อง
- Jim won’t pass final exam if he does not attend class. = จิมจะไม่ผ่านการสอบปลายภาคถ้าเขาไม่เข้าเรียน
รูปประโยคคำถาม
If + subject +verb1 (s,es) ,(question word) + will + subject + infinitive +…....?
Don’t forget : เราใช้ shall , can , may แทน will ได้เสมอ
: นิยมทำคำถามในส่วนของ main clause เท่านั้น  เช่น
- If you win 1st prize lottery , what will you do with the enormous money ?
ถ้าคุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 , คุณจะทำอะไรกับเงินก้อนใหญ่
- Where will Lulu stay if she arrives London ?
ลูลู่จะพักที่ไหนถ้าเธอมาถึงลอนดอน
- How can you manage the problems if you are alone in another country ?
คุณจะจัดการกับปัญหาต่าง ๆ อย่างไร ถ้าคุณอยู่คนเดียวในต่างประเทศ

Adjective Phrase

Adjective Phrase
                คำคุณศัพท์วลีทำหน้าที่อธิบายหรือขยายคำคุณศัพท์ของคำนาม noun หรือคำสรรพนาม pronoun เช่นเดียวกับคำคุณศัพท์ประเภทอื่นๆและอาจประกอบด้วยคำเพียง 1 คำ หรือหลายๆคำก็ได้ นอกจากนี้วลีประเภทอื่นๆ เช่น prepositional phrase, present participle phrase และ past participle phrase ก็ยังสามารถทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ได้ด้วย คำคุณศัพท์วลี เมื่ออยู่ในประโยคสามารถทำหน้าที่ในเชิงไวยากรณ์ได้ดังต่อไปนี้
1.ขยายคำนามที่ทำหน้าที่เป็นคำนามของประโยค
          -A tall young man comes into the room.
Tall young เป็นคำคุณศัพท์วลีขยายคำนาม man โดยมีคำนำหน้าคำนาม (Indefinite Aricle) Aอยู่ด้วย
          -That slow walking creature is my ex-husband.
That slow walking เป็นคำคุณศัพท์วลี (Demonstrative Adjective) ที่ขยายคำนาม creature
2. ขยายคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา เช่น
          -They sent the badly injured man to the hospital.
badly injured เป็นคำคุณศัพท์วลีขยายคำนาม man ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา sent โดยมีคำนำหน้านาม (Definite Article) the อยู่ด้วย
          -He married the 19 year-old Japanese girl.
19 year-old Japanese เป็นคำคุณศัพท์วลีขยายนาม girl ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา marriedโดยมีคำนำหน้านาม (Definite Article) the อยู่ด้วย
3.ขยายคำนามที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุพบท เช่น
           -He left the boy in the small dark room.
small dark เป็นคำคุณศัพท์วลีขยายนาม room ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุพบท in โดยมีคำนำหน้านาม (Definite Article) the อยู่ด้วย
          -They walked across the long iron bridge. เป็นคำคุณศัพท์วลีขยายนาม bridge ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุพบท across โดยมีคำนำหน้านาม (Definite Article) the อยู่ด้วย
4.เป็นส่วนขยาย Compliment เพื่อทำให้ใจความสมบูรณ์ของกริยา to be หรือกิยาประเภทLinking Verb หรือคำกริยาพิเศษบางคำ เช่น
          -You are absolutely right.
absolutely right เป็นคำคุณศัพท์วลีที่เป็นส่วนขยาย (compliment) ให้แก่กริยา are เพื่อให้ประโยคได้ใจความสมบูรณ์
          -He looked seriously ill.
seriously ill เป็นคำคุณศัพท์วลีที่เป็นส่วนขยาย (compliment) ให้แก่ Linking Verb “looked”เพื่อให้ได้ประโยคใจความสมบูรณ์
          -He has made his family very proud.
very proud เป็นคำคุณศัพท์วลีที่เป็นส่วนขยาย (compliment) ได้แก่ นามวลี his family ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา made
สรุป adjective phrase คือ คำคุณศัพท์กับคำขยายคุณศัพท์ ซึ่งจะมีทั้งส่วนขยายที่อยู่หน้าคำคุณศัพท์ ส่วนขยายที่อยู่หลังคำคุณศัพท์ ส่วนขยายที่อยู่หน้าคำคุณศัพท์ คำคุณศัพท์ และส่วนขยายคำคุณศัพท์

เตรียมพร้อมการศึกษาไทย สู่อาเซียน

เตรียมพร้อมการศึกษาไทย สู่อาเซียน
                ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมและวัฒนธรรมของอาเซียน การศึกษานั้นจัดอยู่ในประชาคม สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่นๆ มีความเข้มแข็งเนื่องจากการส฿กษาเป็นรากฐานของการพัฒนาทุกด้าน
                การเตรียมความพร้อมของการศึกษาไทยมีจุดมุ่งหมาย 1. การสร้างประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษาให้ประเทศเป็น Education Hub มีการเตรียมความพร้อมในด้สนกรอบของความคิด คือ แผนการศึกษาแห่งชาติที่จะมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของคนไทยในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้เป็นคนของประชามคมอาเซียน พัฒนาสมรรถภาพให้พร้อมจะอยู่และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการศึกษาโดยให้มีการร่วมมือกัน 3 ด้าน คือ ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา
                2. ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียนมีการเพิ่มครูที่จบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเข้าไปในทุกระดับชั้นการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจจากนี้ยังมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับอาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกันของประเทศประชาคมอาเซียน
                ส่วนด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น จะพัฒนาตามหลัก 3 N ได้แก่ NedNet(National Education Network) โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ NEIS (National Information System) ศูนย์กลางรวบรวมจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา NLC(National Learning Center) ศูนย์กลางเรียนรู้แห่งชาติเพื่อให้ผู้รียนได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา มีการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความเอื้ออาทรโดยการใช้การศึกษาเป็นกลไกในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นักศึกษาที่จบจากอาชีวะจะต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะการทำงานร่วมกันในประชาคมอาเซียน


                สรุป การศึกษาต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนและสากลต่อไป

Adjective Clause

Adjective  Clause

1.A  customer  at  the  restaurant  called  the  police , who  then  asked  the  women  to  leave
                -ลูกค้าในภัตตาคารได้โทรหาตำรวจผู้ซึ่งบอกให้ผู้หญิงคนนั้นออกจากภัตตาคาร

2. The  woman  who  was  cancer  patient  ,  told  police  that  the  kangaroo  was  a  “ service  animal  ”  to  help  her  deal  with  the  emotional  distress  of  illness  ,  and  showed  police  a  doctor’s  note  as  proof
-ผู้หญิงผู้ซึ้งเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งบอกกับตำรวจว่าจิงโจ้นั้นเป็นสัตว์ที่ช่วยเหลือผู้พิการ ที่ช่วยหล่อนจัดการกับอารมณ์ความเจ็บปวดของโรคและหล่อนได้แสดงใบรับรองแพทย์ให้ตำรวจเป็นหลักฐาน

3. The  police  officer  said  the  woman , who live  on a  farm  with  several  other  exotic  animals , was  upsat  at  first , but  then  agree  to  leave  the  eatery.
                -นายสถานีตำรวจพูดกับผู้หญิง ผู้ซึ่งอยู่ในฟาร์มกับสัตว์ตัวอื่นๆที่มาจากต่างแดนที่ทำให้เธออารมณ์เสียในตอนแรกแต่ก็ยอมออกไปจากภัตตาคาร

4. Asian  countries  that  will  be  fortunate  enough  to  receive  the  product  include  India , Japan , and Singapore.
                -ประเทศในทวีเอเชียนั้นโชคดีที่จะได้รับผลิตภัณฑ์ รวมไปถึง อินเดีย , ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ด้วย

5. The  sprawling  attraction  will  be  modeled  after  a  theme  park  that  opened  at  Universal  Orlando  Resort  in  2010 , in  the  US  state  of  Florida.
                -สถานที่ท่องเที่ยวที่กว้างใหญ่ถูกจำลองหลังสวนสนุกนั้นเปิดที่ยูนิเวอร์เซล ออแลนโด้  รีสอร์ท  ในปี  2010  ในฟอริด้าของประเทศสหรัฐอเมริกา


Adjective  Phrase

1.             It  was  cold , bleak , biting  weather.
-                   มันเป็นสภาพอากาศที่รู้สึกหนาว , เปล่าเปลี่ยว และเจ็บปวดเพราะหนาวมาก
2.   He’s  an  extraordinary  boking  man , and  yet  I  can  really  name  nothing  out  of  the  way.
                       -      เขาเป็นผู้ชายที่ดูไม่ธรรมดา
             3.   “ Marge , you’re  as  pretty  as  Princess  Leia  and  as  smart  as  Yoda. ”
                       -      มาร์จคุณน่ารักราวกับเจ้าหญิงลีอาและทันสมัยราวกับโยด้า
             4.    And  each  separate  dying  ember  wrought  its  ghost  upon  the  floor .
                    -      และถ่านที่แยกอยู่แต่ละก้อนกำลังจะดับลงมันเป็นผีที่อยู่บนพื่นดิน
             5.   the  man  with  a  big  head ”
                    -      ผู้ชายหัวตัว

คุณธรรม จริยธรรมกับการศึกษา

 

คุณธรรม จริยธรรมกับการศึกษา

                ในภาวะที่โลกกำลังไหวไปกับตามกระแสทางด้านวัตถุอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้คนเกือบทุกสังคมตกอย่าภายใต้การครอบงำของวัตถุนิยม ส่งผลให้มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆโดยเฉพาะปัญหาความเสื่อมทรามด้านศีลธรรม บางครั้งผู้คนในสังคมก็ได้รวมตัวกันออกมาเรียกร้องจริยธรรมกับผู้บริหารประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนถึงจุดวิกฤตบางอย่างที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
                ปัจจุบันทุกสถานบันการศึกษาได้ให้ความสำคัญกับการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมเข้าในกิจกรรมการเรียนการสอนทุกรายวิชา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ของผู้เรียนควบคู่ไปกับคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าและความสำเร็จให้แก่ชีวิตของผู้เรียน อีกทั้งยังเป็นการสร้างคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ให้แก่สังคมไทยด้วย
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียน
1.บิดา มารดา บ้าน หรือสถาบันครอบครัวเป็นแหล่งแรกที่ทำหน้าที่ปลูกฝังและหล่อหลอมตลอดจนถ่ายทอดลักษณะอันทรงคุณธรรมและจริยธรรมแก่สมาชิกในครอบครัวและทำหน้าที่ต่อไป แม้เด็กจะเข้าไปรับการศึกษาอบรมโรงเรียนในระดับต่างๆอยู่แล้วก็ตาม
2.ญาติผู้ใหญ่และสมาชิกอื่นๆในครอบครัวเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการปลูกฝังและหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็กในครอบครัวเช่นเดียวกัน โดยปกติเด็กจะเรียนรู้เจตคติเชิงจริยธรรมจากผู้ใหญ่ด้วยการสังเกตและเลียนแบบมากกว่าที่จะได้จากการฟังคำสั่งของผู้ใหญ่โดยตรง หากผู้ใหญ่เป็นผู้มีลักษณะเด่นเป็นที่ยกย่องบูชาแก่เด็กมาก เด็กจะมีแนวโน้มเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
3.เพื่อนๆของเด็กเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดค่านิยมทางคุณธรรมและจริยธรรมบางอย่างให้เด็กได้รับรู้ รับไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดพฤติกรรมคล้อยตามเพื่อนๆได้
4.พระสงฆ์หรือผู้นำทางคุณธรรมจริยธรรมในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือท้องถิ่นที่เด็กหรือนักเรียนอยู่นั้น เป็นที่เคารพนับถือของผู้ใหญ่ในสังคม การปฏิบัติชอบของพระสงฆ์มีหรือผู้นำทางศาสนาในท้องถิ่นนั้น จะมีอิทธิต่อการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม แก่เด็กหรือนักศึกษาในท้องถิ่นด้วย
5.โรงเรียนหรือสถานศึกษาซึ่งรวบรวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา การบริหารปละการใช้บริการต่างๆ เป็นตัวอย่างอันดีงามของครูอาจารย์ละการเรียนการสอนวิชาต่างๆตามหลักสูตร โดยเฉพาะกิจกรรมต่างๆในสถานศึกษา
                สรุป คุณธรรมคือสภาพความดีงามภายในตัวบุคคล ทำให้เกิดความชื่นชมยินดีมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุขขั้นสมบูรณ์ และจริยธรรมคือ สิ่งที่ควรประพฤติเพื่อให้เกิดความดีและความถูกต้องแก่สังคม เพื่ออยู่กันได้อย่างร่มเย็น

Adjective Clause
            คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่ที่ขยายคำนามหรือนามวลี ไม่ว่าคำนามนั้นจะทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เป็นกรรมของประโยค เป็นกรรมของกริยา หรือเป็นกรรมของบุพบทก็ตาม
อนุประโยคชนิดนี้จะขึ้นต้นด้วย that , which , who , where , หรือ whose เป็นต้น
อนุประโยคชนิดนี้ เรียกอีกอย่าง Relative Clause

                ใช้ขยายประธานของประโยค
-The  man  who  live on the third floor  is  a  door.
ผู้ชายที่อาศัยอยู่บนชั้นสามเป็นหมอ
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของประโยคในภาษาอังกฤษและภาษาไทยใกล้เคียงกันมาก keywordที่ใช้นำหน้า Adjective Clause คือคำอย่างเช่น Who , When หรือ Which ส่วนในภาษาไทยนั้นkeyword จะเป็นคำว่า ซึ่ง หรือ  สู้  แทนคำว่า ที่ ก็ได้ แต่ในภาษาอังกฤษจะใช้คำเฉพาะว่าWho ทั้งนี้เพราะคำนามหรือนามวลีที่อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายเป็น คน และยังทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคหรือประธานของกริยา is ด้วย
                -The  book  that you bought  is  very  expensive.
                หนังสือ (เล่ม) ที่คุณซื้อ (ราคา) แพงมาก
ในประโยคนี้ประธานคือคำว่า The  book  ซึ้งเป็นสิ่งของ ดั้งนั้น อนุประโยคที่มาขยายจึงมีkeyword  เป็นคำว่าthat
            -The  hotel   where  we spent  the  night  is called  Orchid Hotel.
                โรงแรม(ที่)เราพักมีชื่อว่าออร์คิดโฮเตล
ประธานของประโยคนี้คือ The Hotel ซึ่งเป็นสถานที่ ดังนั้น keyword ที่ใช้คือ “where”
                -The  women whose purse  is  stolen   is  going  to  the  police  station.
                ผู้หญิง(ที่)กระเป๋าถูกขโมยกำลังไปสถานีตำรวจ
ประโยคนี้ประธานเป็น The  women  เป็นเจ้าของ  purse”  ที่ถูกขโมย keyword จึงต้องเป็นคำว่า whose ซึ้งเป็น possessive  pronoun  เพื่อขยายให้ทราบว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า

                ใช้ขยายคำของกริยา
                I  like  the  students  Who are  hard  working.
                ฉันชอบนักเรียนที่ขยัน
ในประโยคนี้ Adjective  Clause  ขยายนามวลี the student ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค
                Who  ate  the  cake  that  I  put  in  the  refrigerator?
                ใครกินเค้กที่ฉันเอาไว้ในตู้เย็น
ประธานนี้เป็นประโยคคำถามที่ Adjective  Clause ขยายนามวลี the cake  เป็นกรรมของกริยาate

                ใช้ขยายกรรมของบุพบท
                We  are  going  to  the  hotel  where our  son  works.
                เรากำลังไปยังโรงแรมที่ลูกชาย(เรา)ทำงาน
ในประโยคนี้นามวลี the  hotel  เป็นกรรมของบุพบท to และมี Adjective  Clause “where  our  son  works ”   มาขยาย  เพื่อระบุให้ชัดเจนขึ้นว่าเป็นโรงแรมไหน
                สรุป  Adjective  Phrase  คือกลุ่มคำที่มี  adjective  ตัวเดียวโดดๆหรืออาจมีส่วนขยายข้างหน้าและส่วนขยายข้างหลังและส่วนขยายข้างหลังหรือแสดงลักษณะของคำนามหรือสรรพนามของตัวนั้นๆให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แบบฝึกหัด Noun Clause

แบบฝึกหัด Noun Clause
Wh- questions
What
-What he is speaking make me confuse.  สิ่งที่เขาพูดทำให้ฉันสับสน
-I don’t like everything what he do for me. ฉันไม่ชอบทุกสิ่งที่เขาทำให้ฉัน
Where
-Where they go to Jane knows. พวกเขาไปที่ไหนเจนรู้ดี
-I am going to America where John’s home. ฉันจะไปอเมริกาที่บ้านของจอห์น
When
-When you go please tell me. เมื่อคุณไปช่วยบอกฉันด้วย
-She will come when ho goes. เธอจะมาเมื่อเขาไป
Why
-Why he comes late you should asks him. ทำไมเขาถึงมาสายคุณควรจะถามเขานะ
-I want to know he invites her to party. ฉันอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงชวนเธอไปงานเลี้ยงด้วย
How
-I don’t know how I go to the Bank. ฉันไม่รู้ว่าฉันจะไปธนาคารได้อย่างไร
-How he comes in here I don’t know. เขามาในนี้ได้ยังไงฉันก็ไม่รู้
That
-That you go to London is lie. ที่ว่าคุณไปลอนดอนเป็นเรื่องโกหก
-I heard that you go to London. ฉันได้ยินมาว่าคุณไปลอนดอน
V. to do
-Ammy want to know whether / if Nussy borrowed your book. แอมมี่ต้องการรู้ว่านุสซี่ยืมสมุดคุณหรือไม่
-Whether you go with Harry or James please tell me. ไม่ว่าคุณจะไปกับแฮรี่หรือว่าจอห์นช่วยบอกเราด้วย
V. to be
-Is Tom a Teacher I’m not sure. ทอมเป็นครูหรือเปล่าฉันไม่แน่ใจ


-She asks me “am I beautiful.” หล่อนถามฉันว่าฉันสวยไหม