วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Noun Clause

Noun Clause


อนุประโยค Clause คือ กลุ่มคำสั่งทั้งประธาน Subject ภาคแสดง Predicat เหมือนประโยค Sentence แต่จะไม่อยู่ตามลำพัง เพราะจะเชื่อมอยู่กับอีกอนุประโยคหนึ่ง เพื่อเกิดเป็นประโยคที่สมบูรณ์ ทั้งในแง่ความหมายและไวยากรณ์ อนุประโยค 3 ประเภท หลักๆคือ 1.นามานุประโยคหรืออนุประโยคทำหน้าที่อย่างคำนาม (Noun Clause) 2.คุณานุประโยคหรืออนุประโยค  ทำหน้าที่อย่างคำคุณศัพท์(Adjective Clause) 3. วิเศษณานุประโยคหรืออนุประโยค ทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์ (Adverb Clause)


อนุประโยคที่ทำหน้าที่อย่างคำนาม (Noun Clause) โครงสร้างของอนุประโยคในภาษาอังกฤษกับภาษาไทยไม่ค่อยแตกต่างมากนัก แต่ปัญหาอยู่ที่เครื่องหมายวรรคตอน เพราะมีแนวโน้มที่จะเขียนอนุประโยคเรียงๆ กันไปโดยไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน เพราะในภาษาไทยเราไม่ต้องใช้ แต่ในภาษาอังกฤษนั้นสำคัญมาก เพราะประโยคแต่ละประโยค อนุประโยคแต่ละอันจะแยกออกจากกันให้ชัดเจนด้ยเครื่องหมายวรรคตอนที่ถูกต้องหรือมีคำเชื่อม มิฉะนั้นจะไม่ได้ความหมายตามต้องการ


Noun Clause แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามหน้าที่ของมันในประโยค ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากหน้าที่ของคำนามโดยทั่วไป นั้นคือ ทำหน้าที่เป็นประธาน (Subject  Noun Clause) หรือทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา (object  Noun Clause) ดังตัวอย่างต่อไปนี้ Subject  Noun Clause มักขึ้นต้นด้วยคำว่า that , what หรือ whether


                -What he told me makes no sense.


                  อะไรที่เขาบอกกับฉันมันเชื่อไม่ได้


                -That he will  become our  boss  is confirmed.


                  ที่เขาจะเป็นหัวหน้าเราน่ะได้รับการยืนยันแล้วน่ะ


                -Whether he will come or not doesn’t concern us.


                  เขาจะมาหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวกับเรา


                จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่า  Noun Clause มีโครงสร้างที่เกือบสมบูรณ์ เท่าประโยค Sentence ปกติคือมีทั้งภาคประธาน Subject และภาคแสดง Predicate เพียงแต่ว่าจะมีKeyword วางอยู่ตอนต้นของ Clause


             


Object Noun Clause  เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค อนุประโยคประเภทนี้ขึ้นต้นด้วย Keyword เช่น that , if , whether , where หรือ what เป็นต้น

1. Object Noun Clause ที่ขึ้นต้นคำว่า “ that ” จะใช้กับคำกริยาบางตัวเท่านั้นยกตัวอย่างเช่นagree , believe ,  doubt , feet , forget , hope , know , realize , recognize , remember , think , understand , เป็นต้น  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

                He know that his parents love him.

                                เขารู้ว่าพ่อแม่รักเขา

                I remember that I put it on the table.

                                ฉันจำได้ว่าฉันวางมันไว้บนโต๊ะ

ในภาษาไทยนั้นจะใช้คำว่า  ว่า  ในประโยคแบบนี้เสมอ แต่ในภาษาอังกฤษจะแตกต่างกันออกไป สามารถละคำว่า “ that   โดยไม่ใช้คำนี้เป็น keyword เพื่อแสดง Object Noun Clauseก็ได้ เช่น เราจะพูดอย่างนี้ก็ได้

                He know  his parents love him.

                I remember  I put it on the table.

2. Object Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย “ Wh - Words ” คือ What , Who , When , Where , Why  และ how ข้อระวังคือจำไว้เสมอว่า อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำเหล่านี้เป็นกรรมของประโยค ดังนั้น จึงไม่ใช้ประโยคคำถาม โครงสร้างจึงเป็นโครงสร้างของประโยคบอกเล่า ไม่ใช้ประโยคคำถาม ซึ้งแตกต่างจากภาษาไทยที่โครงสร้างเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นประโยคคำถามหรือประโยคบอกเล่า ตัวอย่าง

                ประโยคบอกเล่า

                I don’t Know when he will return the money.

               ฉันไม่รู้ว่า เขาจะคืนเงินเมื่อไร

                ฉันไม่รู้ว่า เมื่อไรเขาจะคืนเงิน                                        


                ประโยคคำถาม

                When will he return the money ?

                เขาจะคืนเงินเมื่อไร                           

                เมื่อไรเขาจะคืนเงิน                              
              
จะเห็นได้ว่า Object Noun Clause  ในประโยคบอกเล่านั้น กริยาช่วย will อยู่ด้านหลัง he แต่ในประโยคคำถามกริยาช่วย will จะอยู่ด้านหน้า he แล้วจะใช้ Noun Clause ในประโยคคำถามได้

3. Object Noun Clause   ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ if ” หรือ “ whether ” จ้ะในประโยคที่แสดงความไม่แน่ใจ หรือประโยคที่มีเนื้อความให้เลือกเอาอย่างใดย่างหนึ่ง

                                Do you Know if John will come ?

                                คุณรู้ไหมว่า จอห์นจะมาหรือเปล่า

                                คุณรู้ไหมว่า จอห์นจะมาหรือไม่ (มา)

หากใช้คำว่า whether ประโยคจะฟังดูสุภาพและเป็นทางการมากกว่าการใช้ if  เช่น

                                I would like to know whether you prefer to take it home ?

                                ผมอยากทราบว่าคุณต้องการเอากลับไปทานที่บ้านไหม(หรือทานที่นี้) ครับ

                แต่ทั้งการใช้ if และ whether ต่างก็ช่วยทำให้ประโยคไม่ห้วนและฟังดูสุภาพขึ้น ดั้งนั้น หากต้องการคำสุภาพให้เลือกใช้สองคำนี้ในประโยคคำถาม

                สรุป Noun Clause มีความสำคัญมากในภาษาอังกฤษ เพราะประโยคแต่ละประโยค อนุประโยคจะต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจนด้วยเครื่องหมายวรรคตอนที่ถูกต้องหรือมีคำเชื่อม แล้วจะได้ความหมายตามที่ต้องการ     

Tense

Tense

Tense
                ในเรื่องของ กาล (Tense)  ซึ่งเป็นหัวใจของภาษาอังกฤษและเป็นปัญหาชวนปวดหัวของคนไทย  เพราะภาษาไทยไม่ต้องกังวลกับการผันกริยาตามกาลของประโยค  เมื่อจะใช้ภาษาอังกฤษ  คำถามแรกที่จะต้องคิดคือ  เรื่องของกาล  จะเรียกทับศัพท์ว่า  Tense  เพราะมีความสำคัญต่อความหมายในประโยคมาก  พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันเป็นส่วนหนึ่งของความหมายในประโยคนั้นเอง
                การผันคำกริยาตาม Tense นั้นจะเกี่ยวพันไปถึงพจน์ของประธานด้วย  เพราะคำกริยาจะผันหรือเปลี่ยนแปลงตามประธานของประโยคหรือคำของกริยานั้นๆ ด้วย ซึ่งเราจะค่อยดูกันไปทีล่ะ Tense ภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย Tense หลักๆ 3 ชนิด คือ
1.             Present Tense ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
2.             Future Tense  ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต
3.             Past Tense   ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
และ Tense ทั้ง 3 ชนิด ยังแบ่งย่อยเป็นชนิดต่างๆได้อีก Tense ละ 4 ชนิดคือ
1.            Present Tense
1.1      Present Simple Tense
1.2      Present Continuous Tense (Present Progressive)
1.3      Present Perfect Tense
1.4      Present Perfect Continuous Tense  (Present Perfect Progressive)
2.           Future Tense 
2.1      Future Simple Tense
2.2      Future Continuous Tense (Present Progressive)
2.3      Future Perfect Tense
2.4      Future Perfect Continuous Tense  (Present Perfect Progressive)
3.           Past Tense  
3.1      Past Simple Tense
3.2      Past Continuous Tense (Present Progressive)
3.3      Past Perfect Tense
3.4      Past Perfect Continuous Tense  (Present Perfect Progressive)
รวมทั้งหมดเป็น 12  Tense แต่ในความจริงแล้ว ใช้กันอยู่เพียงไม่กี่ Tense เท่านั้น ที่เหลือก็จะใช้ในกรณีเฉพาะเจาะจง บางกรณีเท่านั้น บาง Tense ก็ไม่ได้แทบใช้เลยก็มี  เมื่อได้ทราบความของ Tense หลักๆ ทั้ง 3 Tense แล้ว ตอนนี้ก็ลองมาดูความหมายหลายชนิด ย่อยTense หลัก เมื่อทราบความหมายเราก็พอจะเดาหน้าที่ของมันได้
คำว่า “ Simple ” แปลว่า  ปกติธรรมดา   เพราะฉะนั้น  “ Present Simple ”  ก็จะใช้กับประโยคที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  ปกติธรรมดา  ในปัจจุบัน “ Past Simple” ใช้กับประโยคที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น  ปกติธรรมดา  ในอดีตและในทำนองเดียวกัน“Future Simple ” ก็ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น       ปกติธรรมดา  ในอนาคต
คำว่า “ Continuous ” หรือ “ Progressive ” แปลว่า กำลังดำเนินไปและยังไม่สิ้นสุดดังนั้น “ Present Continuous” ย่อมต้องใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ กำลังดำเนินไปและยังไม่สิ้นสุด ในทำนองเดียวกัน    “ Past Continuous” ก็ใช้เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ กำลังดำเนินไปและยังไม่สิ้นสุด ณ ช่วงเวลานั้นๆในอดีต “Future Continuous” ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะจะใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต กำลังดำเนินไปและยังไม่สิ้นสุด ณ ช่วงเวลานั้นๆในอดีต
คำว่า “Perfect” แปลว่า เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ดังนั้น “ Present Perfect” จะเป็น Tense ที่ใช้กับเหตุการณ์กับปัจจุบันที่ เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ไปแล้ว ในส่วน “Past Perfect” ก็จะใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ไปแล้ว และ “Future Perfect” จะใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่จะ เสร็จสิ้นสมบูรณ์  ณ ช่วงเวลานั้นๆในอนาคต
คำว่า “Perfect Continuous” แปลว่า เริ่มไปแล้วและดำเนินต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ดังนั้น “Present   Perfect Continuous” ก็จะใช้เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ เริ่มไปแล้วและดำเนินต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ เช่นเดียวกับ “Past Perfect Continuous” ที่จะใช้เพื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต เริ่มไปแล้วและดำเนินต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ณ ช่วงเวลานั้นๆในอดีต ในทำนองเดียวกัน “Future Perfect Continuous ” ก็จะใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ เริ่มไปแล้วและดำเนินต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ณ เวลานั้นๆในอนาคต


โครงสร้างของกริยาวลีตาม Tense ประโยคต่างๆ
Present Simple Tense





ข้อสังเกตคือ มีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ระหว่างที่เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินมาเรื่อยๆ–It was raining- อีกเหตุการณ์หนึ่งก็เกิดขึ้น-I woke up- และทั้งสองเหตุการณ์นี้ล้วนเกิดในอดีต-last night-

ข้อสังเกตคือ มีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน ฉันเห็นคุณ –I saw you- ระหว่างที่คุณ กำลังไปที่ไหนสักทีหนึ่ง –you were going…- ทั้งสองเหตุการณ์นี้ล้วนเกิดในอดีต –yesterday-
                **เรามักจะใช้ Past Continuous เมื่อต้องการกล่าวถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่อีกเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่**

ข้อสังเกตคือ ประโยคกล่าวถึงสองเหตุการณ์ เมื่อเหตุการณ์หนึ่งจบลงแล้ว  they  had  had dinner.-
อีกเหตุการณ์หนึ่งจึงเกิดขึ้น –They went to the movie- และทั้งสองเหตุการณ์ล้วนเกิดในอดีต
                **เรามักจะใช้ Past Perfect เมื่อต้องการกล่าวถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์ ที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นจากอีกเหตุการณ์หนึ่งจบหรือเสร็จสิ้นไปแล้ว

                ความหมายคือ เธอได้เริ่มท่องกลอนและได้ท่องกร่อนต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ จนกระทั้งเป็นลมเมื่อท่องมาได้สามชั่วโมง

 ความหมายคือ ฝนเริ่มตก –เมื่อสี่วันก่อน- และได้ตกต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆกว่าทางเทศบาลจะเอากระสอบทรายมาแจก –ก็เข้าวันที่สี่ที่ฝนตกแล้ว-


ข้อสังเกต เป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินต่อไปเรื่อยๆในขณะใดขณะหนึ่งของช่วงเวลาในอนาคต

ข้อสังเกต เป็นเหตุการณ์ที่จะเสร็จ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต

ความหมายคือ กว่าคุณจะวิ่งตามผมทัน ผมก็กำลังวิ่งไปไกลเกินไมล์หนึ่งแล้ว

การแปล

การแปลต้องดูจาก Tense ว่าเกิดการกระทำเมื่อไหร่ เกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วในอดีตและยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต จากนั้นจึงแปลให้ได้ความหมายที่กระชับได้ใจความและคามหมายครับถ้วน บางกรณีอาจดูเวลาของการกระทำได้จากคำขยายกริยา เวลาแปลอังกฤษเป็นภาษาไทยมักมีปัญหาเรื่องเวลา ประโยคในภาษาอังกฤษที่ใช้กาลต่างกันอาจแปลเป็นภาษาไทยเหมือนกันคล้ายกับว่าไม่มีข้อต่างกันเลย ทำให้แปลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
                จงดูประโยคอังกฤษต่อไปนี้
1             He lived in Lampang for a year.
2             He has lived in Lampang for a year.
มีผู้คิดว่าประโยคทั้งสองมีความหมายคล้ายกัน และแปลต่างกัน ดังนี้
            - เขาอยู่ลำปางหนึ่งปี
            -  เขาอยู่ลำปางมาหนึ่งปี
            - เขาอยู่ลำปางมาแล้วหนึ่งปี
            - เขาอยู่ลำปางมาหนึ่งปีแล้ว
            - เขาได้อยู่ลำปางมาหนึ่งปี
ข้อแนะนำในการแปลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกาลมีดังนี้
1.ต้องเข้าใจว่า กาลในภาษาอังกฤษนั้นนอกจากจะบอกว่าการกระทำเกิดขึ้นเมื่อไหร่แล้ว การใช้กาลยังบอกให้ทราบถึงเรื่องอื่นๆอีกด้วย เช่น การคาดคะเน ความตั้งใจ เป็นต้น
2. ตีความให้ได้ก่อนว่าการใช้กาลนั้นๆในประโยคนั้นหมายความว่าอย่างไร
3. ในภาษาไทยควรใช้ข้อความอย่างไรจึงจะได้ความหมายตรงกัน


4. ถ้าจำเป็นต้องเติม ตัด หรือปลี่ยนแปลงคำขยายเกี่ยวกับเวลาอย่างไรต้องให้มีลักษณะและสำนวนเป็นไทยในรูปแบบที่เข้าใจกันโดยทั่วไป